Famous Designer : Paul Bracq เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความงดงามและนำพา BMW สู่ Modern Design

 

การออกแบบของ BMW สร้างผลงานที่ต่อเนื่องกันในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ส่วนโค้งของ Hofmeister ไปจนถึงไฟหน้าคู่ และกระจังหน้าไตคู่ ทั้งหมดมีรายละเอียดขั้นตอนสำคัญเริ่มตั้งแต่การเขียนแบบรถยนต์ ซึ่งนักออกแบบเป็นกระดุมเม็ดแรกที่จะกำหนดทิศทางดีไซน์ของแบรนด์ในช่วงเวลานั้น และสไตล์การออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหัวหน้านักออกแบบอย่าง Paul Bracq เป็นผู้นำพา BMW สู่ Modern Design

Paul Bracq คือนักออกแบบรถยนต์ชื่อดัง ที่ถือกำเนิดในเมืองแห่งการผลิตไวน์ของฝรั่งเศส ในปี 1933 แม้ว่าคนรักรถหลายคนจะไม่รู้จักชื่อนี้ แต่เขาคนนี้มีส่วนสำคัญต่อแบรนด์ BMW ในช่วงยุค 90’s อย่างมาก การออกแบบของ Bracq นั้นเปรียบเสมือนกับไวน์ฝรั่งเศสชั้นดี ที่กลมกล่อมสวยงามและยาวนาน

Bracq ได้รับการศึกษาในโรงเรียนวิจิตรศิลป์ที่ดีที่สุดในฝรั่งเศส  École Boulle และมีความพร้อมสำหรับอาชีพด้านการออกแบบยานยนต์ พรสวรรค์และความหลงใหลในรถยนต์ของเขาก็นำพาเขาไปทำงานในตำแหน่งสไตลิสต์ให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่างรวดเร็ว อาชีพนักออกแบบของ Bracq เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยในสตูดิโอออกแบบของ Philippe Charbonneaux ซึ่งในช่วงสองปีที่ทำงาน เขามีส่วนร่วมในการสร้าง Citroën ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับประธานาธิบดีของฝรั่งเศส

ในตอนท้ายของปี 1954 Bracq ถูกเกณฑ์ไปรับราชการกองทัพฝรั่งเศส ในสงครามแอลจีเรีย Bracq รับใช้ประเทศของเขาโดยไม่ได้มองหาวิธีหลีกเลี่ยงจนถึงต้นปี 1957 ใครจะคิดว่าชายหนุ่มที่เคยรับราชการทหารคนนี้จะกลายเป็นนักออกแบบให้กับบริษัทรถยนต์ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง ในฤดูใบไม้ผลิปี 1957 หลังจากกลับมาใช้ชีวิตพลเรือน ด้วยความเป็นดีไซน์เนอร์ที่มีวิสัยทัศน์ เขาได้รับเชิญให้ร่วมงานกับ Mercedes-Benz โดยเข้าทำงานกับ Karl Wilfert และ Friedrich Geiger นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่าง Bracq และการออกแบบรถยนต์

ชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ได้มีส่วนร่วมในโครงการเล็ก ๆ น้อย ๆ สองสามโครงการ มีการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์สองรุ่น  Mercedes Pagoda และ Mercedes 600 ด้วยส่วนผสมของเส้นสายที่ชัดเจน เพื่อสร้างรูปทรงที่สวยงามอย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Mercedes-Benz มองเห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ในตัวเขา และเสนอโครงการส่วนตัวครั้งแรกให้กับเขาในช่วงปลายปี 1960 นักออกแบบจากฝรั่งเศสได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นแรกของเขา นั่นคือรถเก๋ง W108 ซึ่งผู้สืบทอดได้พัฒนาเป็น S-Class ในปัจจุบัน

หลังจากประสบความสำเร็จมากมายกับ Mecedes  Bracq ก็ย้ายมาเป็นนักออกแบบให้กับ BMW ในปี 1970 ที่นี่เขาเป็นหัวหน้าแผนก Style Center ซึ่งในขณะนั้นประกอบด้วยคนเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น ในฐานะหัวหน้านักออกแบบของ BMW Paul Bracq ได้พัฒนาโมเดลต่าง ๆ เช่น BMW 1600ti ก่อนจะสร้างคอนเซ็ปท์คาร์ที่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการผลิต BMW รุ่นต่อ ๆ มาในยุคนั้น

Paul Bracq และทีมออกแบบของเขาอยู่เบื้องหลัง ‘BMW Turbo Concept ‘ อันน่าทึ่ง ซึ่งใช้พื้นฐานมาจากแชสซี BMW 2002 พวกเขาเปิดตัวในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก ด้วยเส้นสายที่ชัดเจนและพื้นผิวที่เรียบง่าย ทีมงานของ Bracq ยังต้องการมอบคุณสมบัติแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยมให้กับรถคันนี้ ด้วยไฟหน้าแบบป๊อปอัพ และไฟเลี้ยวจึงถูกฝังไว้ที่กันชนหน้า ฝาครอบล้อหลังช่วยให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น คุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือเส้นสายที่พาดผ่านทั่วทั้งคัน เปลี่ยนการรับรู้ให้รถดูต่ำลง รถยนต์อันน่าทึ่งคันนี้ยังคงเป็น BMW เพียงคันเดียวที่มีประตูปีกนกขนาดใหญ่พร้อมหน้าต่างบานใหญ่ ส่วนหน้ามีกระจังหน้ารูปไตที่เอียงไปด้านหลัง ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ ‘Sharknose’

แม้ว่าไม่เคยมีการนำ Turbo มาผลิตขายจริง แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับ BMW M1 และเป็นการออกแบบที่มีอิทธิพลต่อ BMW 8 Series โดยตรง แน่นอนว่า Turbo ได้กลายมาเป็นหนึ่งในดีไซน์ที่โด่งดังที่สุดของ Bracq เขาและทีมงานอยู่เบื้องหลังไอคอนอื่นๆ จากบาวาเรียอีกมาก อาทิ 5 Series รุ่นแรก ( E12 ), 3 Series รุ่นแรก ( E21 ), 6 Series รุ่นแรก ( E24) และแม้กระทั่ง 7 Series ( E23 ) ก็ล้วนได้รับการพัฒนาโดย Paul Bracq ทั้งสิ้น โดยเมื่อนึกถึง BMW ยุค 80-90’s ก็มีแนวโน้มว่าการออกแบบที่เขียนโดย Bracq จะเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบระดับแนวหน้าใช้ชีวิตห่างบ้านมานาน จนเริ่มคิดถึงฝรั่งเศสซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เมื่อพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในปี 1974 Bracq จึงตัดสินใจกลับมาที่ฝรั่งเศส โดยรับตำแหน่งผู้นำด้านการออกแบบภายในของ Peugeot ขาออกแบบภายในของ Peugeot หลายรุ่น และสิ้นสุดอาชีพของเขาในฐานะนักออกแบบมืออาชีพในปี 1994 อย่างไรก็ตามแม้จะเกษียณแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้หลงทางไปไกลจากโลกยานยนต์ ปัจจุบันเขายังเป็นสมาชิกของคณะกรรมการ Concours d’Elegance อีกด้วย

Bracq เคยกล่าวไว้ถึงแนวคิดในการออกแบบส่วนหนึ่งว่า “พื้นที่ขนาดใหญ่และโปร่งสบาย ทำให้คนขับและผู้โดยสารได้รับแสงสว่างและทัศนวิสัยที่เพียงพอในรถยนต์ ผมชอบที่จะมองเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจน เพื่อสื่อสารกับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ของกระจก ผมจึงลดแนวตัวถังลงและผลลัพธ์ที่ได้คือ รถที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น สำหรับผมห้องโดยสารในอุดมคติคือห้องโดยสารของเฮลิคอปเตอร์ ” หรือมีใครสามารถโต้แย้งเรื่องนี้ ? การออกแบบรถยนต์สมัยใหม่ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มแสงธรรมชาติ และทำให้พื้นที่เปิดกว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันชัดเจนว่าจุดนี้ Bracq นำหน้ามาหลายทศวรรษ

Paul Bracq กลายเป็นตำนานในโลกแห่งการออกแบบยานยนต์ เพราะผลงานของเขาได้สร้างมาตรฐานให้กับผู้ผลิตหลายราย และสร้างยุคทองของสุนทรียภาพสำหรับ BMW ไม่ใช่ยุคที่จะถูกลืมเลือนไปอย่างรวดเร็ว ความจริงแล้ว มันเป็นสิ่งที่แฟน ๆ ของแบรนด์แอบอยากเห็นการกลับมาอีกครั้งในวันนี้ด้วยซ้ำไป

Share