M3 GTS VS M4 GTS เด็กเกเรตัวเอ้จากสองเจเนอเรชั่น ว่าแต่ว่าเครื่อง V8 ของ M3 หรือหกสูบเทอร์โบของ M4 จะทำให้เราเคลิ้มได้มากกว่ากัน?

หลังจากที่กดปุ่มสตาร์ทแช่ไว้แป๊บหนึ่ง เสียงที่ฟังหนักแน่นจริงจังที่สาดออกมาเต็มห้องโดยสารทำให้ผมอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ พวกเขาอาจจะไม่ทำรถแบบนี้ออกมาอีกแล้ว แต่ให้ตายเถอะขอบคุณที่เขาทำมันออกมาในช่วงที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมมั่นใจว่าเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากเจ้า M4 GTS สีขาวที่หลังจาก Smithy กดปุ่มสตาร์ทพร้อมกับผมคงจะไม่ให้ความรู้สึกดีได้เท่าเสียงของ M3 GTS สีส้ม Tango Orange ที่กำลังก้องกังวานท่วมตัวผมอยู่ในตอนนี้อย่างแน่นอน หากเราจบการทดสอบเอาไว้แค่ตรงนี้ ผมคงมอบรางวัลผู้ชนะให้กับเจ้า GTS ตัวเก่าในยุค M3 ได้ไม่ยาก

แต่นั่นก็อาจจะทำให้บทความนี้มันสั้นไปหน่อย และเราก็ยังไม่ได้ถ่ายรูป ดังนั้นลองขับมันไปที่จุดถ่ายภาพสักหน่อยก็น่าจะดี เรามีเวลาไม่มากที่จะได้ลองรถสองคันนี้เพราะเราจะต้องเอามันไปคืนที่สำนักงานใหญ่ของ BMW ภายในวันนี้ ดังนั้นผมจึงไม่อยากเสียเวลาจึงรีบผลักเกียร์ M DCT ของเจ้า M3 ไปที่ Drive และพามันทะยานออกไปทันทีโดยทิ้งม่านหมอกที่เกิดจากไอร้อนจากท่อไอเสียเอาไว้เบื้องหลัง เมื่อมาถึงเขตชุมชนเราจำเป็นต้องลดความเร็วลง แต่ก็ยังสามารถดึงดูดสายตาจากคนมากมายที่เดินอยู่ตามถนนได้ และผมมั่นใจว่าผมเห็นคนแอบแง้มผ้าม่านหน้าต่างออกมาดูเจ้ารถแข่งในร่างรถบ้านสองคันนี้ด้วยตอนที่มันค่อยๆ ย่องผ่านไป

สองสิ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองของผมในทันทีเลยก็คือ เจ้ารถรุ่นเทพของเจเนอเรชั่น E92 ที่เน้นทำมาสำหรับขับในสนามแข่งเป็นหลักคันนี้เป็นรถที่ขับง่ายเอาเสียมากๆ แถมยังให้สุนทรียภาพในการขับขี่อย่างท่วมท้นกับผมอีกด้วย เมื่อปล่อยเกียร์เอาไว้ที่โหมดอัตโนมัติและเซตการทำงานอื่นๆ ไว้ในโหมดที่เฉื่อยชาที่สุด ถูกก็สามารถขับมันฉุยฉายได้อย่างสบายโดยไม่ต้องดิ้นรนสู้รบกับพละกำลังที่แรงอย่างระเบิดระเบ้อของมันแต่อย่างใด น้ำหนักพวงมาลัยก็ดีงาม

 

แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เสียอรรถรสในการขับใช้งานได้จริงของมันก็คือสปอยเลอร์ฝากระโปรงท้ายอันเป้งที่บดบังทัศนวิสัยการขับขี่ด้านหลังมันขับง่ายก็จริง แต่การสื่อสารจากพื้นถนนก็ยังถูกส่งกระหน่ำขึ้นมาตลอดเวลา ไม่มีระบบ Electronic Damper Control (EDC) ให้เล่นในนี้ และช่วงแบบคอยล์โอเวอร์ที่ปรับได้เต็มรูปแบบที่ BMW เอามาใส่ไว้ในรถคันนี้แข็งเอาเสียมากๆ เลยทีเดียว คุณสามารถรู้สึกได้ถึงริ้วรอยบนพื้นถนนทุกกระเบียดนิ้วที่มันเหยียบลงไปได้อย่างชัดเจนจนทำให้ห้องโดยสารดังระงมไปหมด

 

ยังไม่พูดถึงเสียงสายรัดนิรภัยแบบสี่จุดที่ห้อยต่องแต่งตีกับโรลเคจและเสียงอ๊อดแอดจากแผงคอนโซลภายในห้องโดยสารที่บางจุด แม้กระทั่งที่ความเร็วปานกลางก็ยังได้ยินเสียงกัมปนาทจากท่อไอเสียได้อย่างชัดเจน แถมยาง Pirelli ที่เหนียวหนึบหนับของมันก็ยังเก็บเอากรวดทรายบนพื้นถนนสาดเข้าไปในซุ้มล้อดังเกรียวกราวอีกด้วย ด้วยความที่มันไม่มีแผ่นกันเสียงคุณจึงสามารถได้ยินเสียงกรวดที่สาดขึ้นมาครบทุกเม็ดได้อย่างชัดเจน

ถึงจะเป็นรถแข่งที่หลุดออกมานอกถนนแต่ M3 GTS ก็ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมาครบครัน เรามีระบบปรับอากาศเต็มรูปแบบให้ใช้ในนี้ รวมไปถึงเครื่องเสียง, Bluetooth และตัวปรับควบคุมพวงมาลัย มีแม้กระทั่งที่วางแก้วได้สองใบ ในขณะเดียวกับมันก็ยังมีอารมณ์สปอร์ตอย่างเข้มข้นอยู่ในนี้ด้วยอุปกรณ์อย่างคอนโซลหน้าหุ้มคาร์บอน (พร้อมตรา GTS และป้ายบอกลำดับคันที่ผลิตของรถ) และ หนัง Alcantara ที่แผงประตู, คอนโซลกลางและพวงมาลัย เบาะนั่งบอกถึงวัตถุประสงค์ของการถือกำเนิดของรถรุ่นนี้ได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย ด้วยความรู้สึกที่มันรัดแน่นอยู่ที่ตะโพก รวมไปถึงผ้าหุ้มสีดำเรียบๆ ที่ถูกออกแบบมาให้ประคองตัวของคุณเอาไว้ในแบบที่ควรจะเป็นตลอดเวลา

 

เมื่อเราพ้นเขตชุมชน เครื่องยนต์ก็เกือบพร้อมเข้าสู่อุณหภูมิทำงาน และเมื่อเราได้เห็นป้ายจำกัดความเร็วสีขาว-ดำ เราก็สามารถปลดปล่อยความดุดันของเจ้า M3 ได้เพิ่มขึ้นอีกนิด ผลักคันเกียร์อวบอ้วนของมันไปด้านข้างเพื่อสู่โหมด Manual จากนั้นเปิดสวิตช์ที่ด้านหลังคันเกียร์เพื่อให้จังหวะเปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้น และดึง paddle ด้านซ้ายเข้ามาเพื่อสับเกียร์ลง จากนั้นก็กดคันเร่งลงไป ฟังดูเหมือนมีพิธีกรรมให้ต้องทำมากมายเหลือเกินในการนำมันเข้าสู่โหมดประสิทธิภาพสูงสุด แต่เมื่อคุณคุ้นกับมันแล้ว คุณก็จะสามารถเปลี่ยนระดับการทำงานของ M DCT จากโหมดปกติไปเป็นโหมดจัดเต็มได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

และเมื่อคุณยิ่งลากรอบเจ้า V8 ขึ้นไปมากขึ้นเท่าไร – ประกอบกับเกียร์ที่ทำงานได้ราวกับสายฟ้าฟาดทุกจังหวะที่คุณสั่ง – แชสซีส์ของมันก็จะตื่นขึ้นอย่างมีชีวิตชีวาขึ้นเท่านั้น และมันจะสร้างรอยยิ้มให้บนใบหน้าและทำให้คุณอยากพามันทะยานไปที่สุดขอบฟ้า มันให้ความเร็วอย่างระเบิดระเบ้อ และเมื่อคุณเหลือบไปมองกระจกหลังก็จะพบว่า M4 GTS ก็เร็วไม่แพ้กันเมื่อคุณเห็นภาพของมันหลุบๆ โผล่ๆ ลอดอยู่ระหว่างสปอยเลอร์หลังขนาดยักษ์

 

ในขณะที่เราอยากจะอัดมันมากกว่านี้แต่เราต้องเก็บภาพของมันกลับไปด้วย เพราะฉะนั้นยิ่งวิ่งบนถนนที่เปียกแฉะแบบนี้เท่าไรรถก็ยิ่งสกปรกมากขึ้นเท่านั้นซึ่งทำให้เราต้องเสียเวลาเช็ดมันมากขึ้นตามไปด้วย ผมเกลียดการเช็ดรถในระหว่างถ่ายภาพ ดังนั้นเราจึงลดความเร็วลงและหลีกเลี่ยงการวิ่งลงไปบนแอ่งน้ำที่กระจัดกระจายอยู่บนถนนเป็นหย่อมๆ และรีบบ่ายหน้าสู่สถานที่ถ่ายภาพทันที

สุดท้ายแล้วเจ้า GTS สองคันนี้ก็มาถึงลานจอดรถท่ามกลางท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัวของฤดูใบไม้ร่วง และลงมือทำความสะอาดจนเรียบร้อยพร้อมถ่ายรูป ในขณะที่ผมก็นั่งลำดับความย้อนกลับไปถึงที่มาที่ไปของเจ้า M3 ตัวโหดที่สุดคันนี้

ในตอนที่ GTS ประกาศเปิดตัวออกมาในปี 2010 ก็ได้มี E92 M3 รุ่นพิเศษสารพัดรุ่นถูกทำออกมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ทันทีที่ได้เห็นภาพของมันในร่างสีส้มแป๊ด เราก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันไม่ใช่แค่ E92 ธรรมดาที่เอามาแต่งหน้าทาปากลงไปนิดๆหน่อยๆ ด้วยความที่มันถูกผลิตออกมาจำนวนจำกัดและเน้นสำหรับใช้งานในสนามเป็นหลัก (138 คันโดย 25 คันในนั้นเป็นพวงมาลัยขวา)

 

ประกอบกับราคาที่แพงหูฉี่ (117,500 ปอนด์ในปี 2010) จึงหมายความว่าเจ้าตัวโหดเหล่านี้น่าจะตกไปอยู่ในมือของนักสะสมเสียเป็นส่วนใหญ่ ขุมพลัง V8 รหัส S65 ของรถถูกขยายขึ้นไปเป็น 4,361 ซีซีด้วยการยืดช่วงชักออกไปเป็น 82 มิลลิเมตร (จากเดิม 75.2 มิลลิเมตร) เมื่อรวมกับระบบท่อไอเสียไททาเนียมแล้วทำให้กำลังสูงสุดของมันเพิ่มขึ้นเป็น 450 แรงม้า ที่ 8,300 รอบต่อนาที ในขณะที่แรงบิดก็ขยับขึ้นจาก 301 เป็น 325 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,750 รอบด้วยเช่นกัน มันมากับเกียร์เจ็ดสปีด M DCT เท่านั้นโดยไม่มีเกียร์แบบอื่นให้เลือก และแม้กระทั่งเกียร์ก็ถูกปรับปรุงขนาดของอ่างน้ำใหม่และซอฟแวร์ควบคุมเกียร์ตัวใหม่ที่เป็นสเปกเฉพาะของ GTS ด้วย

ใต้รถมีช่วงล่างคอยล์โอเวอร์ที่ปรับได้เต็มรูปแบบอยู่หนึ่งชุดและนั่นคือเหตุผลที่มันไม่มีระบบ EDC ให้เล่นอยู่ในนี้ รถเตี้ยลง 16 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้าและ 12 มิลลิเมตร ที่ด้านหลัง และการหยุดรถตกเป็นหน้าที่ของจานที่อัพเกรดขึ้นเป็นขนาด 378×32 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้าที่ถูกหนีบเอาไว้ด้วยคาลิเปอร์หกสูบสูบ และขนาด 380×28 มิลลิเมตรกับคาลิเปอร์สี่ลูกสูบที่ด้านหลัง ล้อเป็นลายก้านตัว Y รุ่น M359 ขนาด 19 นิ้วพ่นสีดำด้านที่มีหน้ากว้าง 9 นิ้วที่ด้านหน้าและ 10 นิ้วที่ด้านหลัง โดยถูกรัดเอาไว้ด้วยยาง Pirelli P Zero Corsa ไซส์ 255 และ 285 ตามลำดับ

 

ของแต่งที่ด้านนอกก็มีกระจังหน้ารูปไตสีดำ และสปอยเลอร์ที่ปรับได้ทั้งหน้าและหลัง ในบางประเทศคุณอาจเลือกที่จะไม่เอาแอร์และวิทยุก็ได้หากคุณจะเอาไว้ไปขับจัดหนักจัดเต็มในสนาม แต่รถสเปกอังกฤษมันจะมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งสองอย่าง เบาะหลังถูกเอาออกไปและแทนที่ด้วยโรลเคจแบบครึ่งคัน ส่วนแผงประตูที่เราประทับใจในความงามของมันไปแล้วก่อนหน้านี้ก็เป็นแบบน้ำหนักเบาด้วย

สรุปง่ายๆ เลยก็คือทุกสิ่งในนี้งามหยด และการได้มานั่งวางมาดอยู่ในนี้ในวันนี้ผมก็ยังรู้สึกเช่นเดิม ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกไม่ค่อยชอบขี้หน้าไอ้เจ้าสปอย์เลอร์หลังที่โด่ออกมากลางฝากระโปรงท้ายนั่นบ้างเล็กน้อย ทำไมหางหลังของ M3 CSLที่เป็นแค่ชิ้นเล็กๆ ก็ยังใช้งานได้ดีล่ะ? หรือบางทีก็น่าทำแบบ E9 CSL ที่แค่โยนมันเอาไว้ในรถ ใครอยากใส่ก็เอาไปใส่เอง

 

ครั้งแรกที่ผมได้สัมผัส M4 GTS เป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะผมต้องคอยเลื่อนมันไปมาเพื่อให้มันจอดได้มุมตามที่ Smithy ตากล้องของเราต้องการ แต่อย่างไรก็ตามผมยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของ M3 GTS ในนี้ แม้เพียงการเข้าไปนั่งเป็นครั้งแรกผมยังรู้สึกได้ถึงความหรูหราของมัน สูตรการถอดเอาเบาะหลังออกและเอาโรลเคจใส่เข้าไปแทนถูกเอามาใช้อีกครั้งในนี้ เช่นเดียวกับการประดับประดาด้วย Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ด้วย ตัวเบาะนั่งนุ่มสบายถึงแม้ว่ามันจะเป็นเบาะแข่ง อีกทั้งยังถูกหุ้มด้วยหนังแท้อย่างพิถีพิถันสวยงามซึ่งหุ้มเลยขึ้นไปถึงบางส่วนของคอนโซลหน้าด้วย แผงประตูน้ำหนักเบายังคงอยู่แต่มีแถบผ้าเล็กๆ เอาไว้ให้ดึงเวลาจะปิดประตูเข้ามา

 

แต่มันออกจะรู้สึกแปลกเล็กน้อยที่ระบบ iDrive และระบบนำทางยังอยู่ในนั้นครบแต่กลับไม่มีที่ตรงไหนเอาไว้ให้เก็บกระเป๋าเงินหรือโทรศัพท์ได้เลย แต่สิ่งว่านี้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปในบัดดลทันทีที่คุณเอานิ้วโป้งกดลงไปที่ปุ่มสตาร์ทแล้วเจ้า M4 GTS ส่งเสียงเครื่องยนต์ที่เหมือนเอา M4 รุ่นมาตรฐานส่งไปเพาะกล้ามอยู่หลายเดือนแต่กินสเตียรอยด์เกินขนาดไปหน่อยออกมา มันส่งเสียงหยาบๆ ก้าวร้าวและหนักแน่นฟุ้งกระจายออกมาจากท่อไอเสียไททาเนียมของมัน ผมอยากจะขับมันออกไปแต่ Smithy ยังไม่เสร็จงานของเขาผมจึงเอาสเปกของมันออกมานั่งอ่านในระหว่างที่รอ

 

พลังพิเศษของ M4 GTS ไม่ได้เกิดจากการขยายปริมาตรกระบอกสูบ แต่เกิดจากระบบหัวฉีดน้ำในท่อไอดี นวัตกรรมนี้ทำให้เจ้าหกสูบ 3.0 ลิตรเทอร์โบตัวนี้สามารถรับภาระกรรมการทำงานของเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การละเหยของละอองน้ำเปล่าที่ฉีดเข้าไปในกล่องรวมไอดีจะช่วยลดอุณหภูมิของไอดีที่จะเข้าสู่เครื่องยนต์ได้มากถึง 25 องศาเซลเซียส ผลที่ได้ก็คือม้า 500 ตัวที่ 6,250 รอบต่อนาที และแรงบิด 442 ปอนด์-ฟุต ที่ช่วงระหว่าง 4,000-5,500 รอบต่อนาทีที่แรงพอที่จะทำให้ GTS ทะยานจากหยุดนิ่งขึ้นไปที่ 62 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 3.8 วินาที ซึ่งเร็วกว่า M4 Coupé รุ่นมาตรฐานอยู่ครึ่งวินาที GTS

เวอร์ชั่นของ M4 ก็มีชิ้นส่วนตกแต่งตัวถังเพิ่มเข้ามาเล็กน้อยเช่นเดียวกับ M3 GTS อย่างเช่นแผ่นรีดอากาศด้านหน้าที่ปรับได้ และสปอยเลอร์หลังอีกชิ้นหนึ่งที่ยึดเอาไว้บนฝากระโปรงท้าย ตามตัวเลขที่ BMW คุยโวเอาไว้ (อย่างเช่น 190 ไมล์ต่อชั่วโมง) เจ้าสิ่งนี้สามารถสร้างแรงกดเพิ่มขึ้นได้อีก 93 กิโลกรัมที่ด้านหลังและ 28 กิโลกรัมที่ด้านหน้า เป็นตัวเลขที่น่าประทับใจแต่เมื่อดูจากรูปทรงของมันในภาพรวมแล้ว ผมรู้สึกว่ามันไม่น่าจะได้มากมายถึงขนาดนั้น ทั้งฝากระโปรงหน้าและฝาท้ายถูกทำขึ้นมาใหม่จากคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนัก และว่ากันว่าล้อ Style 666M ของเจ้า GTS ชุดนี้มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักของตัวรถลงไปส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน

ผมไม่แน่ใจว่าใครใน BMW ที่คิดว่าการเอาสีส้ม “Acid Orange” มาเล่นสีเน้นบนตัวถัง, ล้อ, โรลเคจ และลิ้นสปอยเลอร์หน้าแล้วทำให้มันดูดี ถึงแม้ว่าภายในห้องโดยสารมันจะดูพอได้แต่ภายนอกมันกลับทำให้รถดูโหลในสายตาของผม ก็คงเป็นเรื่องของนานาจิตตัง ล้อที่ว่านั่นมีขนาด 9.5×19 นิ้วที่ล้อหน้าและ 10×20 นิ้วที่ล้อหลังโดยถูกรัดเอาไว้ด้วยยาง Michelin Pilot SuperSports ไซส์ 265/35 และ 285/30 หน้าและหลังตามลำดับ สิ่งที่อยู่ด้านหลังล้อเหล่านั้นก็คือคาลิเปอร์สีทองอร่ามที่บอกเป็นนัยว่า M4 GTS มากับเบรก M Carbon Ceramic นะครับ

 

โดยจานหน้าของมันมีขนาดใหญ่ถึง 400 มิลลิเมตร เลยทีเดียว ดังนั้นเรื่องเบรกเฟดคงไม่ต้องมาพูดถึงกันใน M4 ระบบ EDC ถูกถอดออกไปเช่นเดียวกับ M3 GTS เพื่อเปิดทางให้กับช่วงล่างแบบคอยล์โอเวอร์ที่ปรับได้เต็มรูปแบบ ส่วนเหล็กกันโคลงและพวงมาลัยถูกปรับแต่งใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่ส่วนอื่นของตัวรถ สรุปก็คือมันเป็นรถคันหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะมีประสิทธิภาพการทำลายล้างในระดับสูงสุดเลยทีเดียว

เมื่อ Smithy ได้ภาพตอนจอดนิ่งและภาพรายละเอียดในส่วนต่างๆ ของรถอย่างที่เขาพึงพอใจแล้วก็ได้เวลาที่จะได้เอาเจ้าปิศาจร้ายสองคันนี้ออกไปขับเก็บภาพตอนวิ่ง แน่นอนว่าเราคงจะไม่ขับมันแบบจัดเต็มราวกับอยู่ในสนามแข่งด้วยความที่ค่าตัวของมันทั้งสองคันในตอนนี้ขยับขึ้นไปแพงกว่าตอนป้ายแดงมากพอดู และเราก็คิดว่าคงจะไม่ได้เห็นมันถูกเอาไปอัดในสนามแข่งบ่อยนักถึงแม้จะโดยเจ้าของเองก็ตามเถอะ ผมเลือกที่เริ่มที่เจ้า M3 ก่อนอีกครั้งเนื่องจากผมแทบจะไม่ได้อัดมันเลยตอนที่ขับครั้งแรก

 

เสียงอันไพเราะของเครื่องยนต์ V8 ติดขึ้นมาและส่งเสียงเข้าไปจนถึงไขสันหลังของผมอีกครั้ง มันดังพอๆ กับ M4 แต่ผมอยากจะพูดว่ามันฟังดูเป็นอารยะมากกว่า ด้วยเสียงที่กระชั้นกว่าและเป็นธรรมชาติมากกว่า เรื่องของเรื่องก็คือไม่ว่าคุณจะทำอย่างไรกับเครื่องยนต์เทอร์โบ เสียงของมันก็ไม่มีทางที่จะเพราะเท่ากับเครื่องยนต์ธรรมดาได้หรอก

หลังจากวนไปวนมาได้หลายรอบ M3 ก็เริ่มมีอุณหภูมิได้ที่และผมก็เริ่มคุ้นกับถนน จากนั้นผมก็อัดมันหนักขึ้นกว่าที่ผมเคยขับมาก่อน รอบเครื่องยนต์กวาดอย่างไหลลื่นและคุณต้องคอยจับตามองมาตรวัดรอบให้ดีเพื่อไม่ให้ใช้รอบเกิน แต่ยังไงก็ให้แน่ใจว่าคุณได้ใช้มันจนหมดทั้ง 8,300 รอบต่อนาที มันให้ความรู้สึกราวกับว่าไม่มีวันพังและดึงหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามรอบที่คุณลากมันขึ้นไป แต่ข้อควรระวังก็คือคุณต้องดูให้แน่ใจว่าถนนที่อยู่ข้างหน้านั่นแห้งสนิท หากไปลองทำแบบนั้นในช่วงที่มีต้นไม้ครึ้มที่พื้นถนนยังเปียกชื้นอยู่ เจ้า M3 ก็จะกลายร่างเป็นสัตว์ร้ายเกเรขึ้นมาในทันทีด้วยการสะบัดตัวขวางถนนเมื่อคุณสับเกียร์ลงไปในขณะที่ลากอยู่ที่รอบสูง นี่ขนาดเปิด traction control เอาไว้ด้วยนะเนี่ย…

 

มันอาจจะมีอายุแค่ 6-7 ปีแต่มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวโหดรุ่นเก๋าที่คุณจะต้องขับแบบให้ความเคารพนบนอบ เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น ก็รู้สึกว่าแชสซีส์ของมันแน่นขึ้น อาการดื้อที่ความเร็วต่ำหายไปและเปลี่ยนไปเป็นการทำงานอย่างมีชีวิตชีวา แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ยังรู้สึกได้ถึงความเป็นไปของทุกสิ่งที่อยู่ใต้รถตลอดเวลา เบาะที่หนีบแน่นอยู่ที่ตะโพกคือส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คุณจับความเป็นไปของอากัปกิริยาของมันได้ ผมดีใจที่มันมีแอร์ เพราะการขับ M3 อย่างหนักหน่วงทำให้คุณเหนื่อยมากพอดู และหลังจากการถูกแชสซีส์มันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ผมก็เริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาที่ต้นคอ

 

มันใช้เวลาไม่นานที่เจ้า V8 จะดูดน้ำมันจนเกลี้ยงถังดังนั้นผมจึงคิดว่าน่าจะได้เวลาเปลี่ยนไปขับอีกคันหนึ่งได้แล้วเพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าตัวใหม่นี้ได้พกเอาอะไรมาให้เล่นบ้าง เสียงของมันสร้างความน่าประทับใจได้เหมือนเช่นเคย แต่มันรู้สึกเหมือนนั่งฟังวงออเคสตร้าที่มีคนเล่นไม่เต็มวงเมื่อเทียบกับ V8 ของ M3 GTS เสียงของมันเพราะแต่ก็ไม่เชิงว่าสร้างความน่าทึ่งได้เท่ากับ M3 ที่ความเร็วต่ำมันขับสบายกว่าและไม่รู้สึกถึงอารมณ์อันแปรปรวนและฮาร์ดคอร์เท่าตัวก่อน เมื่อกดลงไปอีกนิดก็จะรู้สึกว่ามันเร็วขึ้นมาในทันทีโดยเฉพาะจากรอบกลาง มันเบากว่า M3 เล็กน้อย (20 กิโลกรัม), แรงกว่าและดึงหนักกว่าอย่างผิดหูผิดตาซึ่งตรงนี้คงไม่ต้องสงสัยนะว่าเพราะอะไร

แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกของเด็กเกเรอยู่พอสมควร และที่ต่างไปจาก M3 ก็คือมันสามารถเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ในทุกย่านความเร็ว ต้องขอบคุณความมหัศจรรย์จากแรงบิดของเจ้าหกสูบตัวนี้ เมื่อเดินคันเร่งหนักเท้าไปหน่อยบนถนนเปียก M4 GTS จะเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว…อันนี้ไม่ได้พูดในแง่บวก เราอาจจะคุ้นเคยกับประสิทธิภาพของระบบช่วยควบคุม traction ยุคใหม่มาบ้างแล้วในปัจจุบันแต่สิ่งนี้เป็นอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงกว่าที่มันจะรับมือได้

 

ดังนั้นคุณจึงต้องเรียนรู้การให้ความเคารพต่อแป้นคันเร่งของเจ้า M4 มันบ้าง ค่อยๆเดินคันเร่งคือวิธีการที่ดีที่สุดหากคุณยังอยากมองวิวผ่านกระจกหน้าอยู่ ดูเหมือนว่าช่วงล่างของมันถูกเซ็ตอัพให้เหมาะกับถนนปกติได้ดีกว่า M3 เล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับนุ่มสบาย เพียงแต่ตับไตไส้พุงของคุณจะสั่นคลอนน้อยกว่าเมื่อมานั่งอยู่ใน M4 GTS เท่านั้นเอง

 

รถทั้งสองคันนี้มีการผสมผสานของเทคโนโลยี่ทั้งยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นระบบช่วงล่างที่ถูกถอดเอาระบบควบคุมไฟฟ้าที่ช่วยทำให้มันเป็นรถที่เด็กขับได้ผู้ใหญ่ขับดีออกไป แต่อย่างไรก็ตามช่วงล่างคอยล์โอเวอร์ของมันก็ยังสามารถปรับแต่งให้เป็นไปตามสไตล์การขับของแต่ละคนได้ ซึ่งผมมั่นใจว่าผมคงจะปรับให้มันนิ่มกว่านี้เพื่อให้เหมาะกับสถานะการณ์ขับขี่ในวันนี้ ในทางกลับกันเกียร์อัจฉริยะที่ทำงานได้หลากหลายระดับคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นรถสมรรถนะสูงยุคใหม่ได้ในทุกมุมมอง และเท่าที่ผมขับมาถึงตอนนี้มันก็ยังไม่มีอะไรให้ติ

ที่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รถทั้งสองคันนี้ให้ความสุนทรีย์และความสนุกในการมีส่วนร่วมในการขับขี่แก่คนขับอย่างมากมาย มันคือสูตรผสมที่เอาทุกสิ่งทุกอย่างมารวมเข้าด้วยกันที่แผนก M รู้ดีว่ามันจะช่วยทำให้รถเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แถมยังทำให้คนที่ขับมันอย่างจริงจังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสนุกไปกับการมีส่วนร่วมในประสบการณ์ขับขี่ของมัน หากบังคับว่าต้องเลือกคันใดคันหนึ่ง ผมคงเดินตรงไปที่เจ้า M3 สีส้ม ในความคิดของผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นรถที่ทำเพื่อเน้นการขับขี่และการมีส่วนร่วมของคนขับมากกว่า และผมจะไม่มีวันรู้สึกเบื่อกับเจ้าเครื่องยนต์ของมันที่เราคงจะไม่ได้เห็นอีกนานตัวนี้

Share